วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร  พ.ศ.2539
                โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสารเสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อปฏิบัติตามความในข้อ 9 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของหน่วยงานของรัฐพ.ศ.2532 กระทรวงการต่างประเทศจึงวางระเบียบว่าด้วยการรับรองเอกสารไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1. ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร พ.ศ.2539 "
ข้อ 2. ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ 3. ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยขั้นตอนและระยะเวลาการยื่นและรับรองเอกสาร พ.ศ.253บรรดาระเบียบข้อบังคับและคำสั่งอื่นใดที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบฉบับนี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบทของระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ส่วนที่ 1 การรับรองคำแปลเอกสาร
ตอนที่ 1 การรับรองคำแปลเอกสารจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ข้อ 4. เอกสารที่จะนำมายื่นเพื่อขอให้รับรอง จะต้องเป็นเอกสารที่แปลจากต้นฉบับภาษาไทยที่ทางราชการออกให้ตามกฎหมาย หากเป็นเอกสารที่ภาคเอกชนจัดทำขึ้น จะต้องได้รับการรับรองจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก่อน
ข้อ 5. การยื่นคำขอให้รับรองคำแปลดังกล่าว ให้ยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ตามแบบที่กำหนดต่อส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศพร้อมเอกสาร ดังต่อไปนี้
ต้นฉบับภาษาไทย พร้อมสำเนา 2 ชุด ในกรณีที่ไม่มีต้นฉบับมาแสดง สำเนาที่นำมายื่นจะต้องได้รับการรับรองสำเนาถูกต้องจากส่วนราชการที่ออกเอกสารนั้น  เว้นแต่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ต้นฉบับคำแปลภาษาอังกฤษที่ผู้แปลลงชื่อรับรองว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้องพร้อมสำเนา 1ชุด  ในกรณีที่ส่วนราชการที่ออกเอกสารสามารถจัดทำคำแปลให้ได้ คำแปลที่นำมายื่นต้องเป็นคำแปลที่จัดทำโดยส่วนราชการนั้น ๆ บัตรประจำตัว หรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ พร้อมสำเนา 1 ชุด ในกรณีที่เจ้าของเอกสารไม่สามารถยื่นคำร้องด้วยตนเอง  ให้มีหนังสือมอบอำนาจและบัตรประจำตัว หรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้มอบอำนาจพร้อมสำเนา 1 ชุด   หากเจ้าของเอกสารเป็นนิติบุคคล  ให้มีหนังสือมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลนั้น บัตรประจำตัวหรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้มีอำนาจลงนามแทนพร้อมสำเนา 1 ชุด
ตอนที่ 2 การรับรองคำแปลเอกสารจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย
ข้อ 6. เอกสารที่นำมายื่นเพื่อขอให้รับรองคำแปล จะต้องเป็นเอกสารที่แปลจากต้นฉบับภาษาต่างประเทศที่ทางราชการของประเทศนั้น ๆ ออกให้  หรือเป็นเอกสารที่แปลจากต้นฉบับภาษาต่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนจัดทำขึ้น
เอกสารตามวรรคก่อนจะต้องได้รับการรับรองจากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศนั้น ๆ ในประเทศไทยในกรณีที่ยืนคำร้องต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ  เอกสารดังกล่าวจะต้องได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศ หรือโนตารี พับลิค หรือหน่วยงานอื่นตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
ข้อ 7. การยื่นคำขอให้รับรองคำแปลดังกล่าว  ให้ยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ตามแบบที่กำหนดต่อส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมเอกสารดังต่อไปนี้
เอกสารที่ได้รับรองตามข้อ 6 พร้อมสำเนา 1 ชุด โดยมีต้นฉบับภาษาต่างประเทศมาแสดงด้วย
ต้นฉบับคำแปลภาษาไทยที่ผู้แปลลงชื่อรับรองว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้องพร้อมสำเนา 1 ชุด
บัตรประจำตัว หรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ พร้อมสำเนา 1 ชุด
ในกรณีที่เจ้าของเอกสารไม่สามารถยื่นคำร้องด้วยตนเอง  ให้มีหนังสือมอบอำนาจและบัตรประจำตัว หรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้มีอำนาจ พร้อมสำเนา 1 ชุด  หากเจ้าของเอกสารเป็นนิติบุคคล  ให้มีหนังสือมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลนั้น บัตรประจำตัวหรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้มีอำนาจลงนามพร้อมสำเนา 1 ชุด
ข้อ 8. การยื่นคำร้องขอนิติกรณ์เพื่อขอให้รับรองคำแปลจากภาษาต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ให้แนบต้นฉบับภาษาต่างประเทศและต้นฉบับคำแปลภาษาอังกฤษที่ได้รับการรับรองจากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศนั้น ๆ ในประเทศไทย  หรือได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศ หรือ โนตารี พับลิค หรือหน่วยงานอื่นตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ แล้วแต่กรณี พร้อมคำแปลภาษาไทยที่ผู้แปลลงชื่อรับรองว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้องพร้อมสำเนาอย่างละ 1 ชุด
ในกรณีที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศนั้น ๆ ในประเทศไทยเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองคำแปลเอกสารภาษาต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย  ให้แนบต้นฉบับภาษาต่างประเทศและต้นฉบับคำแปลภาษาไทยที่สถานทูตหรือสถานกงสุลดังกล่าวได้ประทับตรารับรองแล้วพร้อมสำเนาอย่างละ 1 ชุด
ส่วนที่ 2 การรับรองสำเนาเอกสาร
ข้อ 9. เอกสารที่นำมายื่นเพื่อขอให้รับรองสำเนาจะต้องเป็นเอกสารที่ทำสำเนาจากต้นฉบับที่ทางราชการไทยออกให้  ในกรณีที่ไม่สามารถนำต้นฉบับมาแสดงสำเนาเอกสารที่นำมายื่นเพื่อขอให้รับรอง จะต้องได้รับการรับรองสำเนาถูกต้องจากส่วนราชการที่ออกเอกสารนั้น เว้นแต่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ สำเนาที่นำมาแสดงจะต้องอ่านได้ความชัดเจนมีข้อความตรงกันกับต้นฉบับ
 การยื่นคำร้องขอให้รับรองสำเนาดังกล่าว ให้ยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ตามแบบที่กำหนดต่อส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมกับเอกสารดังต่อไปนี้
ต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารที่ได้รับรองจากส่วนราชการที่ออกเอกสารนั้น พร้อมสำเนา 2 ชุด
บัตรประจำตัว หรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ พร้อมสำเนา 1 ชุด
ในกรณีที่เจ้าของเอกสารไม่สามารถยื่นคำร้องด้วยตนเอง ให้มีหนังสือมอบอำนาจ และบัตรประจำตัว หรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้มอบอำนาจ พร้อมสำเนา 1 ชุด หากเจ้าของเอกสารเป็นนิติบุคคล  ให้มีหนังสือมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลนั้น บัตรประจำตัวหรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้มีอำนาจลงนามแทน พร้อมสำเนา 1 ชุด
ส่วนที่ 3การรับรองลายมือชื่อ
ข้อ 10. เอกสารที่นำมายื่นเพื่อขอให้รับรองลายมือชื่อ จะต้องเป็นเอกสารต้นฉบับที่ลงนามโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจลงนามของส่วนราชการนั้น ๆ หรือเจ้าหน้าที่สถานทูต หรือสถานกงสุลของต่างประเทศในประเทศไทย
ในกรณีที่ยื่นคำร้องต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลของไทยในต่างประเทศ  เอกสารดังกล่าวจะต้องเป็นเอกสารที่ลงนามโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของกระทรวงการต่างประเทศ หรือ โนตารี พับลิค หรือหน่วยงานอื่นตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
การรับรองลายมือชื่อจะกระทำได้ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดังกล่าวได้ส่งตัวอย่างลายมือชื่อให้ไว้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบ
การยื่นคำร้องขอให้รับรองลายมือชื่อ ให้ยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ตามแบบที่กำหนดต่อส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศไทย พร้อมเอกสารดังต่อไปนี้
สำเนาเอกสารที่ขอให้รับรองลายมือชื่อ จำนวน 1 ชุด
บัตรประจำตัว หรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ พร้อมสำเนา 1 ชุด
ในกรณีที่เจ้าของเอกสารไม่สามารถยื่นคำร้องด้วยตนเอง ให้มีหนังสือมอบอำนาจและบัตรประจำตัวหรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้มอบอำนาจพร้อมสำเนา 1 ชุด   หากเจ้าของเอกสารเป็นนิติบุคคล  ให้มีหนังสือมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลนั้น บัตรประจำตัวหรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้มีอำนาจลงนามพร้อมสำเนา 1 ชุด
 ข้อ 11. ในกรณีที่ขอให้รับรองลายมือชื่อบุคคล ผู้นั้นจะต้องมาลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่โดยให้ยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ ตามแบบที่กำหนด ต่อส่วนราชการกระทรวงการต่างประเทศพร้อมเอกสารดังต่อไปนี้
ต้นฉบับเอกสารที่จะต้องลงลายมือชื่อต่อเจ้าหน้าที่พร้อมสำเนา 1 ชุด
บัตรประจำตัว หรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ พร้อมสำเนา 1 ชุด
ข้อ 12. ในกรณีที่ขอให้รับรองลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล ให้ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลนั้น ๆ มาลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ โดยยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ตามแบบที่กำหนดต่อส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศพร้อมเอกสารดังต่อไปนี้
ต้นฉบับเอกสารที่จะต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ พร้อมสำเนา 1 ชุด
บัตรประจำตัวหรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้ที่จะลงลายมือชื่อพร้อมสำเนา 1 ชุด
หนังสือรับรองการมีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล
ข้อ 13. การรับรองลายมือชื่อตามข้อ 11 และข้อ 12 เนื้อหาของเอกสารที่นำมาแสดง และวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ข้อ 14. เอกสารที่ทำขึ้นในต่างประเทศ และได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศหรือ โนตารี พับลิค หรือหน่วยงานอื่น ตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ หากผู้ร้องนำมายื่นต่อกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอให้รับรอง  เอกสารดังกล่าวต้องได้รับการรับรองจาก สถานทูตหรือกงสุลของไทยที่มีเขตอาณาในประเทศนั้น ๆ ก่อน
ส่วนที่ 4 ตราประทับ
ข้อ 15. การรับรองคำแปลเอกสาร เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจได้ตรวจสอบถ้อยคำและเนื้อความในคำแปลแล้วเห็นว่าถูกต้องตรงกัน ให้รับรองโดยใช้คำรับรองว่า "certified correct translation" หรือ "ขอรับรองว่าเป็นคำแปลถูกต้อง" การรับรองคำแปลเช่นว่านี้ให้ใช้กรณีที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้แปล
การรับรองคำแปลกรณีที่หน่วยราชการอื่นหรือเอกชนเป็นผู้แปลและผู้แปลลงลายมือชื่อรับรองว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้อง  ให้ใช้คำรับรองว่า " seen at the Ministry of Foreign Affairs" หรือ " กระทรวงการต่างประเทศได้ทราบแล้ว " หรือ " Seen at the Royal Thai Embassy " หรือ " สถานเอกอัครราชทูตได้ทราบแล้ว " หรือ " Seen at the Royal Thai Consulate-General " หรือ " สถานกงสุลใหญ่ได้ทราบแล้ว " แล้วแต่กรณี
 ข้อ 16. การรับรองสำเนาให้ใช้คำรับรองว่า " certified true copy "
ข้อ 17. การรับรองลายมือชื่อตามข้อ 10 เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจให้ตรวจสอบหลักฐานแล้วเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ได้ส่งตัวอย่างลายมือชื่อให้ไว้เป็นหลักฐาน ให้ใช้คำรับรองว่า " certified genuine signature of ……" หรือ " ขอรับรองว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของ…" สำหรับการรับรองลายมือชื่อตาม ข้อ 11 และข้อ 12 ให้ใช้คำรับรองว่า " certified genuine signature of …… " และให้มีข้อความว่า " The Ministry of Foreign Affairs หรือ The Royal Thai Embassy หรือ The Royal Thai Consulate-General assumes no responsibility for the contents of the document " แล้วแต่กรณี
ข้อ 18. การรับรองทุกครั้งให้ระบุเลขที่นิติกรณ์ วันที่ สถานที่ คำรับรอง และลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ พร้อมด้วยตำแหน่ง และตราประทับของส่วนราชการ
ส่วนที่ 5 ทะเบียนนิติกรณ์และค่าธรรมเนียม
ข้อ 19. ให้เจ้าหน้าที่จัดทำสมุดทะเบียนนิติกรณ์ประจำส่วนราชการ โดยให้มีรายการดังต่อไปนี้
วันที่รับเอกสาร
ชื่อผู้ยื่นคำร้อง
ชื่อเจ้าของเอกสาร
ประเภทของเอกสาร
เลขที่ นิติกรณ์
วันเดือนปี นิติกรณ์
วันที่จ่ายเอกสาร
ข้อ 20. ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบ และให้บริการรับรองเอกสารที่มีผู้ยื่นคำขอนิติกรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 2 วันทำการ ไม่นับวันที่ได้รับคำขอ  ยกเว้นกรณีมีความจำเป็นต้องส่งเอกสารที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของไทยตรวจสอบความถูกต้องก่อน  ทั้งนี้ ระยะเวลาในการดำเนินการต้องไม่เกิน 45 วัน
 ข้อ 21. อัตราค่าธรรมเนียมการรับรองเอกสาร ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงการต่างประเทศ
ประกาศ ณ วันที่ 15 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2539
อำนวย วีรวรรณ
(นายอำนวย วีรวรรณ)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ





วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
            ทนายคลายทุกข์ขอนำความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน      จากหนังสือ ครอบครัว  โดยประสพสุข  บุญเดช ซึ่งเป็นเรื่องสมาชิกสอบถามเข้ามาที่ทนายคลายทุกข์เป็นจำนวนมาก  ว่าจะถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน  จะมีส่วนในทรัพย์สินหรือไม่  ซึ่งท่านที่กำลังมีปัญหาเรื่องทรัพย์สิน  สามารถศึกษาได้จากข้อมูลที่ทนายคลายทุกข์นำมาเสนอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือของคุณประสพสุข 
สามีภริยาได้ทำการสมรสกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2478  ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ได้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5  แล้ว   โดยมิได้จดทะเบียนกันนั้น  ไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  เพราะมาตรา 1457  บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า  การสมรสจะมีได้เมื่อได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วเท่านั้น  ชายและหญิงที่อยู่ด้วยกันดังกล่าวจึงไม่เป็นคู่สมรสต่อกัน  บุตรที่เกิดมาก็ถือว่าเป็นบุตรของหญิงฝ่ายเดียว  สินส่วนตัวและสินสมรสไม่เกิดขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามทรัพย์สินที่ชายหญิงคู่นี้ได้ลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกัน  ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันนั้น  ถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกันและมีส่วนในทรัพย์สินเหล่านั้นคนละครึ่งเท่ากัน  ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรม  เพราะการที่ชายหญิงแต่งงานกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส  แม้ทางกฎหมายจะไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย  แต่ก็หาการกระทบกระเทือนถึงสิทธิในทรัพย์สินที่ชายหญิงจะพึงมีได้ตามกฎหมายทั่วไปไม่ 
ตัวอย่างเช่น  สามีภริยาไม่ได้จดทะเบียน  หญิงขายทรัพย์ของตนเองเอาไปซื้อที่ดินและกระบือลงชื่อชายถือกรรมสิทธิ์ทำกินร่วมกันมา  ชายตาย  ถือว่าชายหญิงเป็นเจ้าของร่วมกัน  หรือ หญิงชายอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส  ได้ร่วมกันซื้อนาและทำกินเป็นการแสดงเจตนาให้ถือได้ว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน  ส่วนเงินที่ซื้อฝ่ายใดจะยืมใครมาเป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์  เพราะหญิงคนนั้นระคนปนทรัพย์กันใช้สอยและทำมาหากินด้วยกัน  ต้องถือว่าต่างมีสิทธิเป็นเจ้าของคนละครึ่ง  เป็นต้น  หลักการเช่นว่านี้ในต่างประเทศ เช่น  สหรัฐอเมริกา  ศาลอุทธรณ์แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย  ก็ได้วินิจฉัยในทำนองเดียวกันว่า  แม้สามีภริยามิได้สมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ด้วยกันก็จะต้องนำมาแบ่งปันเป็นคนละครึ่งเช่นเดียวกัน  อย่างไรก็ดีสำหรับทรัพย์สินที่ต่างคนต่างทำมาหาได้แยกกันนั้นเป็นสิทธิของฝ่ายนั้นผู้เดียว  อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนแบ่งด้วยเพราะไม่ถือว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474(1) ฉะนั้น  สามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันสามีจึงไม่มีสิทธิฟ้องของแบ่งทรัพย์จากภริยาในส่วนทรัพย์ที่สามีมิได้ร่วมแรงร่วมทุนทำมาหาได้กับภริยาแต่อย่างใด
การลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกัน  โดยหลักการแล้วหมายถึงการที่ชายและหญิงร่วมกันทำการค้าหรือดำเนินกิจการใดโดยเฉพาะเจาะจงแล้วได้เงินหรือทรัพย์สินมา  เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวจึงจะถือว่าชายและหญิงเป็นเจ้าของร่วมกันในส่วนเท่ากัน  หากชายรับราชการได้เงินเดือนเดือนละ 15,000  บาท  เงินเดือนและค่าจ้างเป็นของชายหรือหญิง เช่นว่านี้เป็นของตนเองโดยเฉพาะ หรือหญิงได้รับมรดกเป็นที่ดิน 3 แปลง  ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวก็เป็นของหญิงโดยลำพังเช่นเดียวกัน  การที่ชายหญิงมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน  ชายประกอบกิจการค้าส่วนหญิงอยู่บ้านเลี้ยงบุตร  ดูแลบ้าน  ทำอาหารเลี้ยงดูครอบครัวเป็นเวลาหลายปี  มีทรัพย์สินหลายสิ่งหลายอย่างเพิ่มขึ้น  จะถือว่าการที่หญิงเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว  เป็นการลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกันกับชาย  จึงมีส่วนแบ่งในทรัพย์สินส่วนนี้หรือไม่  ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ในปี 2512  ว่า  การที่หญิงดูแลครอบครัวให้ชายเป็นการร่วมกันกับชาย  ทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติร่วมกันแล้ว  ชายหญิงจึงมีส่วนในทรัพย์สินดังกล่าวเท่า ๆ กัน
มีข้อน่าสังเกตว่า การที่ถือหลักว่าหญิงอยู่บ้านดูแลครอบครัวให้ชายที่ออกไปทำงานนอกบ้านได้มีชีวิตอยู่ด้วยความผาสุกเป็นการร่วมทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกับชาย  อาจเป็นเหตุจูงใจให้ชายและหญิงมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนกันให้ถูกต้องตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น  เพราะแทบไม่มีผลแตกต่างกันกันในทางทรัพย์สินระหว่างการที่ชายหญิงจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่  ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดหามาได้โดยลำพัง  อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังคงมีส่วนแบ่งคนละครึ่งเช่นเดียวกับสินสมรส  โดยหลักการแล้วการที่ชายและหญิงมิได้เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย  ต่างฝ่ายต่างไม่มีหน้าที่ต้องอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยาหรืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน  ฉะนั้นหญิงที่อยู่บ้านดูแลครอบครัวน่าจะเป็นเพียงการมีส่วนร่วมในการอยู่รวมกันโดยใช้แรงงานแทนเงินค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เท่านั้น  หาใช่เป็นการลงทุนร่วมแรงทำมาหากินด้วยกันกับชายอย่างแท้จริงไม่  หญิงเองก็มีความผาสุกในการกระทำดังกล่าวเช่นเดียวกับชายเหมือนกัน  ในประเทศอังกฤษเมื่อปี 2527  มีคดีที่ชายหญิงภริยาคู่หนึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามาเป็นเวลานานถึง 19 ปี โดยหญิงต้องลาออกจากงานมาดูแลบ้านและครอบครัวซึ่งมีบุตรด้วยกัน 2 คน  ชายหญิงคู่นี้มีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในบ้านที่บุคคลทั้งสองใช้เป็นที่อยู่อาศัย  ศาลวินิจฉัยว่าหญิงไม่มีส่วนร่วมในการได้มาซึ่งบ้านหลังนี้  จึงไม่มีส่วนแบ่งใด ๆ ในบ้านดังกล่าวแม้ว่าหญิงจะทำงานหนักมาหลายปีเท่ากับชายในค้ำจุนครอบครัวในแง่ของครอบครัวก็ตาม  ฉะนั้นจึงน่าจะต้องรอดูต่อไปว่า  ศาลฎีกาจะยังคงยืนยันหลักการเดิมหรือจะเปลี่ยนหลักการมาทำนองเดียวกับคดีของศาลอังกฤษเช่นว่านี้ในโอกาสต่อไป
สำหรับการที่ชายกับชายก็ดี  หรือหญิงกับหญิงก็ดี  มาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยานั้น  เนื่องจากบุคคลทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้  เพราะขัดต่อเงื่อนไขของการสมรสที่ฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นชาย  และอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นหญิง  แต่ในทางด้านทรัพย์สินที่บุคคลทั้งสองทำมาหาได้ด้วยกันในระหว่างอยู่กินด้วยกันนี้  ต้องถือว่าบุคคลที่สองมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน  โดยมาตรา 1357  ให้สันนิษฐานว่าผู้เป็นเจ้าของร่วมกันมีส่วนเท่ากัน  จึงต้องแบ่งกันคนละครึ่งเคยมีคดีที่โจทก์เป็นหญิงแต่มีนิสัยและทำตัวเป็นชาย  มีอาชีพขายเนื้อโค  กระบือ  ส่วนจำเลยก็เป็นหญิงมีอาชีพเป็นนักร้อง  โจทก์และจำเลยได้มาอยู่ร่วมกันในบ้านเดียวกันโดยจำเลยเลิกอาชีพดังกล่าวและทำพิธีเข้าถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับโจทก์  ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันมาเกิดมีทรัพย์สินคือ  ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 3 แปลง  โดยที่ดินทั้งสามแปลงนี้มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์  โจทก์จึงมาฟ้องขอแบ่งที่ดินดังกล่าว   ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  แม้โจทก์จำเลยเป็นหญิงไม่สามารถจะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย  แต่ตามพฤติกรรมที่บุคคลทั้งสองได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลาเกือบ 20 ปี  โดยจำเลยทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน  แต่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์เองว่าบางครั้งจำเลยก็มาช่วยโจทก์ขายเนื้อในตลาด  ในการซื้อ โค  กระบือนั้น  หากจ่ายเป็นเช็คก็ใช้เช็คของจำเลย  แสดงให้เห็นว่าโจทก์จำเลยได้ร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติของโจทก์จำเลยร่วมกัน  บรรดาทรัพย์ที่โจทก์หรือจำเลยทำมาหาได้ระหว่างนั้น  ไม่ว่าจะเป็นด้วยแรงหรือเงินของฝ่ายใดหาใช่ข้อสำคัญไม่  แต่ต้องถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างที่โจทก์จำเลยอยู่ร่วมกัน  จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายและความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งที่จะให้โจทก์และจำเลยมีส่วนในทรัพย์สินที่พิพาททั้งหมดคนละกึ่งหนึ่ง  พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงนี้ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง
            ในกรณีที่ชายมีภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว  แต่มาได้หญิงอีกคนหนึ่งเป็นภริยาน้อยชายและภริยาน้อย  ร่วมกันทำมาหาได้ทรัพย์สินใดมา  ทรัพย์สินที่ได้มานี้เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างชายกับภริยาน้อย โดยภริยาน้อยมีส่วนครึ่งหนึ่ง  อีกครึ่งหนึ่งที่เป็นของชายเป็นสินสมรสชายกับภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย  แต่ถ้าภริยาน้อยไม่มีส่วนร่วมในการทำมาหาได้  ทรัพย์สินที่ได้มาเป็นสินสมรสระหว่างชายกับภริยาหลวงทั้งหมด  เช่น  ชายกับภริยาน้อยร่วมกันทำการค้าได้กำไรไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง  หากจะต้องแบ่งที่ดินแปลงนี้ให้ภริยาน้อยครึ่งหนึ่งภริยาหลวงได้เศษหนึ่งส่วนสี่  และชายได้เศษหนึ่งส่วนสี่ เป็นต้น  การร่วมกันทำมาหาได้ทรัพย์สินนี้น่าจะไม่จำเป็นต้องร่วมกันทำการค้า  หรือดำเนินกิจการโดยเฉพาะเจาะจงแม้เพียงชายไปทำมาค้าขายโดยตนเอง  ส่วนภริยาน้อยเลี้ยงดูบุตรเป็นแม่บ้านอยู่รวมกันกับชายในบ้านหลังเดียวกัน  ก็อาจจะถือว่าร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นของชายและภริยาน้อยร่วมกันได้  แต่ทั้งนี้ชายและภริยาน้อยต้องมีถิ่นที่อยู่ต่างตำบลกันกับภริยาหลวงและมีทรัพย์สินอยู่ ณ ตำบลที่อยู่ของแต่ละคน  แสดงว่าได้แบ่งแยกเป็นส่วนสัดแล้ว  หากสามี ภริยา และภริยาน้อยอยู่ร่วมบ้านเรือนเดียวกันหรืออยู่บริเวณใกล้ชิดมีช่องทางเข้าออกถึงกันได้  ถือว่าภริยาน้อยเข้ามาอยู่ในครอบครัวของสามีในฐานะบริวารหรือนางบำเรอเท่านั้น  ภริยาน้อยไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมในสินสมรสระหว่างสามีภริยาแต่อย่างใด

ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือครอบครัว  โดยคุณประสพสุข  บุญเดช  ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว
ของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ. ๒๕๕๕
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่ม
การครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ เพื่อให้เป็นไป
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่เห็นชอบให้ปรับบัญชีเงินเดือน ค่าจ้าง
และค่าตอบแทนรายเดือนของบุคลากรภาครัฐ และให้ปรับอัตราเงินเดือน หรือค่าจ้างขั้นต่ํา และขั้นสูง
ของผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวใน *** ส่วนร้อยละห้า และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
๒๐ กันยายน ๒๕๕๔ ที่เห็นชอบให้ปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการ ลูกจ้างประจํา
และลูกจ้างชั่วคราว ที่บรรจุ หรือแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งที่กําหนดคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่ง
สําหรับผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป หรือระดับต่ํากว่าระดับปริญญาตรี รวมทั้งทหาร
กองประจําการ เพื่อให้บุคลากรภาครัฐดังกล่าวมีรายได้เพียงพอในการดํารงชีพตามภาวะเศรษฐกิจ
ที่ปรับสูงขึ้น
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒
กระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพ
ชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๕”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(๑) ข้อ ๕ และข้อ ๘ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถึงวันที่ ๓๑
ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
(๒) ข้อ ๖ และข้อ ๙ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความในบทนิยามคําว่า “ข้าราชการ” ในข้อ ๕ ของระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว
ของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้าราชการ” หมายความว่า ข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
ข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร (ไม่รวมถึงนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม)
ข้าราชการตํารวจตามกฎหมายว่าด้วยตํารวจแห่งชาติ (ไม่รวมถึงพลตํารวจสํารอง) ข้าราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
และข้าราชการรัฐสภาสามัญตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา”
ข้อ ๔ ให้เพิ่มบทนิยามคําว่า “ลูกจ้างชั่วคราว” ระหว่างบทนิยามคําว่า “ลูกจ้างประจํา”
และคําว่า “ทหารกองประจําการ” ในข้อ ๕ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่ม
การครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการ
และลูกจ้างประจําของส่วนราชการ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๒
“ลูกจ้างชั่วคราว” หมายความว่า ลูกจ้างชั่วคราวตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายค่าจ้างลูกจ้าง
ของส่วนราชการ”
ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความในข้อ ๖ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่ม
การครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการ
และลูกจ้างประจําของส่วนราชการ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๖ ข้าราชการและลูกจ้างประจําซึ่งได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละหนึ่งหมื่น
สองพันสองร้อยแปดสิบห้าบาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละหนึ่งพันห้าร้อยบาท
แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้วต้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นสองพันสองร้อยแปดสิบห้าบาท
กรณีจํานวนเงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่งรวมกันแล้วไม่ถึงเดือนละแปดพันหกร้อยสิบบาท
ให้ข้าราชการและลูกจ้างประจํานั้นได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนหรือค่าจ้างอีก
จนถึงเดือนละแปดพันหกร้อยสิบบาท”
ข้อ ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๖/๑ ข้อ ๖/๒ และข้อ ๖/๓ ของระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘
“ข้อ ๖/๑ ในกรณีที่ตําแหน่งของข้าราชการ ลูกจ้างประจํา และลูกจ้างชั่วคราว ที่คณะกรรมการ
บริหารงานบุคคลกลางของข้าราชการแต่ละประเภทกําหนด หรือที่กระทรวงการคลังกําหนด
ได้กําหนดให้คุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งนั้นต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป
ให้ข้าราชการ ลูกจ้างประจํา และลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งบรรจุหรือแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งดังกล่าวที่มีเงินเดือน
หรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือน
หรือค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท
ข้อ ๖/๒ ในกรณีที่ตําแหน่งของข้าราชการและลูกจ้างประจําที่คณะกรรมการบริหารงาน
บุคคลกลางของข้าราชการแต่ละประเภทกําหนด หรือที่กระทรวงการคลังกําหนด ได้กําหนดให้
คุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งนั้นต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี ให้ข้าราชการ
และลูกจ้างประจําซึ่งบรรจุหรือแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งดังกล่าวที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ
หนึ่งหมื่นสองพันสองร้อยแปดสิบห้าบาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละหนึ่งพันห้าร้อยบาท
แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้ว ต้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นสองพันสองร้อยแปดสิบห้าบาท
กรณีจํานวนเงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่งรวมกันแล้วไม่ถึงเดือนละเก้าพันบาท ให้ข้าราชการ
และลูกจ้างประจํานั้นได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนหรือค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละ
เก้าพันบาท
ข้อ ๖/๓ ในกรณีที่ตําแหน่งของลูกจ้างชั่วคราวที่คณะกรรมการบริหารงานบุคคลกลางของข้าราชการ
แต่ละประเภทกําหนด หรือที่กระทรวงการคลังกําหนด ได้กําหนดให้คุณสมบัติเฉพาะสําหรับ
ตําแหน่งนั้นต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ํากว่าปริญญาตรี ให้ลูกจ้างชั่วคราวซึ่งบรรจุหรือแต่งตั้งให้
ดํารงตําแหน่งดังกล่าวที่มีค่าจ้างไม่ถึงเดือนละเก้าพันบาท ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้น
จากค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละเก้าพันบาท”
ข้อ ๗ ให้ยกเลิกข้อ ๗ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่ม
การครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการ
และลูกจ้างประจําของส่วนราชการ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑
ข้อ ๘ ให้ยกเลิกความในข้อ ๗/๑ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่ม
การครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและ
ลูกจ้างประจําของส่วนราชการ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๗/๑ ทหารกองประจําการซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับ พ.๑ กรณีที่เงินเดือนรวมกับ
เบี้ยเลี้ยงประจําตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการนั้นแล้ว มีจํานวนไม่ถึงเดือนละแปดพัน
หกร้อยสิบบาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นตามอัตราที่กระทรวงกลาโหมกําหนด
ซึ่งเมื่อรวมกับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงประจําตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมดังกล่าวแล้วต้องไม่เกิน
เดือนละแปดพันหกร้อยสิบบาท
ให้นําความในข้อ ๘ ข้อ ๙ และข้อ ๑๒ มาใช้บังคับกับการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว
ให้แก่ทหารกองประจําการด้วยโดยอนุโลม”
ข้อ ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๗/๒ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการ เบิกจ่ายเงินเพิ่ม
การครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘
“ข้อ ๗/๒ ทหารกองประจําการซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับ พ.๑ กรณีที่เงินเดือนรวมกับ
เบี้ยเลี้ยงประจําตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการนั้นแล้ว มีจํานวนไม่ถึงเดือนละเก้าพันบาท
ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นตามอัตราที่กระทรวงกลาโหมกําหนด ซึ่งเมื่อรวมกับ
เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงประจําตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมดังกล่าวแล้วต้องไม่เกินเดือนละเก้าพันบาท
ให้นําความในข้อ ๘ ข้อ ๙ และข้อ ๑๒ มาใช้บังคับกับการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว
ให้แก่ทหารกองประจําการด้วยโดยอนุโลม”
ข้อ ๑๐ ให้ยกเลิกความในข้อ ๙ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่ม
การครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๙ ให้ส่วนราชการออกคําสั่งการได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวและให้ส่วนราชการ
ผู้เบิกส่งคําขอเบิกเงินซึ่งตรวจสอบถูกต้องแล้วมายังกรมบัญชีกลาง หรือสํานักงานคลังจังหวัด โดยไม่ต้อง
ส่งสําเนาคําสั่งประกอบคําขอเบิกเงิน”
ข้อ ๑๑ ให้ยกเลิกข้อ ๑๐ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่ม
การครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘
ข้อ ๑๒ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๒ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่ม
การครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๑๒ วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวและหลักฐานการจ่าย
ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเดือน เงินปี บําเหน็จบํานาญ
เงินประจําตําแหน่ง เงินเพิ่ม และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน หรือระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย
การจ่ายค่าจ้างลูกจ้างของส่วนราชการ แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม และให้เก็บหลักฐานการจ่ายไว้ที่
ส่วนราชการเพื่อให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ”
ข้อ ๑๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๑๒/๑ และข้อ ๑๒/๒ ของระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘
“ข้อ ๑๒/๑ ในกรณีที่ส่วนราชการมีปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้กระทรวงการคลัง
เป็นผู้วินิจฉัย และในกรณีที่ส่วนราชการไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกําหนดในระเบียบนี้ ให้ส่วนราชการ
ขอทําความตกลงกับกระทรวงการคลัง
ข้อ ๑๒/๒ การได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวตามระเบียบนี้มิให้ใช้บังคับกับผู้ที่มีสิทธิ
ได้รับเงินเพิ่มสําหรับตําแหน่งตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยเงินเพิ่มสําหรับตําแหน่งพนักงานสอบสวน
คดีพิเศษและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ และผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มสําหรับตําแหน่งตามระเบียบคณะกรรมการ
กฤษฎีกาว่าด้วยการกําหนดตําแหน่งนักกฎหมายกฤษฎีกา”

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กรรโชกกับชิงทรัพย์

 กรรโชกทรัพย์
    ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก

ชิงทรัพย์
ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ
(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป
(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น
(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้
(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือ
(5) ให้พ้นจากการจับกุม
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์

กรรโชกจะกว้างกว่าครับ 1.ดูคำว่าลักษณะทรัพย์สิน ก็จะกว้างกว่า ทรัพย์สินของชิงทรัพย์ ชิงทรัพย์ปกติจะหมายถึงอสังหาริมทรัพย์ ส่วนลักษณะทรัพย์สิน เป็นได้ทุกอย่าง เช่นขู่ว่าให้โอนที่ให้ก็เป็น กรรโชกครับ ไม่ใช่ชิงทรัพย์
2.ชิงทรัพย์ เน้นขู่ทำร้ายบุตตลทันทีครับ กรรโชกขู่ทำลายทรัพย์ของบุคคลก็ได้ เช่นขู่เอาตัง ไม่งั้นจะทำลายแหวนมรดก เป็นกรรโชกครับ แถมด้วยชื่อเสียง เสรีภาพ,,, หรือบุคคลที่สาม ตามตัวบทเลยครับ ซึ่งชิงทรัพย์ไม่มี
3.ชิงทรัพย์ ต้องพาไปได้ถึงจะสำเร็จนะครับ กรรโชกยอมให้ แม้ยังไม่ให้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว เช่นขู่ว่าเอาตังมาไม่งั้นตาย ผู้เสียหายบอกว่ายอมจ๊ะ เด๋วให้ ถือว่ากรรโชกสำเร็จแล้วนะครับ แต่ยังเป็นแค่พยายามชิงทรัพย์อยู่
4.โดยส่วนตัวคิดว่ามันมีส่วนที่ซ้อนกันอยู่ครับ แต่กรรโชกกว้างกว่ามากเท่านั้นเอง

ชิงทรัพย์
1.ชิงทรัพย์ ต้องเนื้อตัว ร่างกาย
กรรโชก อย่างอื่น

2.ชิงทรัพย์ ต้องเป็นสังหาริมทรัพย์
กรรโชก อสังฯ ที่ดิน ตึก

3.ชิงทรัพย์ = ในทันใด(ดูตัวบท)
กรรโชก ไม่ใช่ในทันใด

คือความผิด 2 ฐานนี้มันซ้อน ๆ กันอยู่ครับ
แต่หลักวินิจฉัย ให้พิจารณาชิงทรัพย์ก่อน
อันไหนเข้าชิงทรัพย์ก็เอาชิงทรัพย์ไปเลยครับ

คำถามยอดนิยม1.ขู่ว่าจะทำร้ายพรุ่งนี้ = กรรโชก
2.เตะรั้วสังกระสี มีดอิโต้สับเขียง = แม้จะกระทำต่อทรัพย์
แต่ก็เป็นการขู่อยู่ในตัวว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เป็นชิงทรัพย์

สรุป ชิงทรัพย์ต้อง
1.เนื้อตัวร่างกาย
2.ในทันใด
3.สังหาฯ เคลื่อนย้ายได้

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประวัติน่ารู้

ความเป็นมารัฐธรรมนูญไทย
         ประเทศไทยเริ่มมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมาตั้งแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ นับถึง พ.ศ. ๒๕๓๕ มีรัฐรรมนูญ รวม ๑๖ ฉบับ ฉบับที่ ๑๖ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย   พุทธศักราช ๒๕๔๐ รวมเวลา ๖๕ ปี เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ๑๖ ฉบับ
รัฐธรรมนูญกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง และกำหนดวิธีแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองไว้อย่างแข้งชัด รัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้ปกครองไม่สามรถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใดที่ผู้ปกครองไม่เต็มใจปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องเปลี่ยนให้เป็นไปตามความประสงค์ของตนประเทศไทยจึงมีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง เพราะเป็นเครื่องมือในการปกครองอำนาจ ซึ่งเป็นกรณีที่ตรงข้ามกับกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนรัฐธรรมนูญที่ชนชั้นนำของเขาได้สร้างขึ้นและได้รับความเห็นชอบจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่ในประเทศเลย นับตั้งแต่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. ๑๗๘๗ อาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญที่จำนำมาใช้เป็นหลักในการปกครองอย่างจริงจัง และได้รับการพิทักษ์รักษามิให้ถูกละเมิดหรือล้มเลิกนั้น จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญและเห็นประโยชน์ที่จะได้จากรัฐธรรมนูญนั้น
       รัฐธรรมนูญมีความสำคัญในการเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งผู้ปกครองจะละเมิดมิได้และเป็นบทบัญญัติจำกัดหน้าที่ของผู้ปกครอง และป้องกันมิให้ผู้ปกครองใช้อำนาจตามอำเภอใจ รัฐธรรมนูญของบางปรเทศให้รัฐสภามีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหารหรือฝ่ายปกครอง รวมทั้งให้ศาลทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารละเมิดสิทธิ์เสรีภาพของประชาชนด้วย
        รัฐธรรมนูญของประเทศไทยบางฉบับ ให้ความสำคัญแก่ผู้ทรงอำนาจในขณะนั้น ได้แก่รัฐธรรมนูญของไทยฉบับแรก ฉบับวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ บัญญัติในมาตรา ๒ ว่า "คณะกรรมการราษฏรอยู่ในฐานะที่จะใช้อำนาจปกครองแทนราษฏรได้เท่าเทียมกับพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญของไทยฉบับวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ บัญญัติไว้ในมาตรา๑๗ ว่า "ให้มีสภานโยบายแห่งชาติ ประกอบด้วยบุคคลในคณะปฏิวัติ" และในมาตรา ๑๘ และ ๒๓ ว่า "สภานโยบายมีอำนาจหน้าที่กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐ" และประธานสภานโยบายแห่งชาติมีอำนาจถวายคำแนะนำต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี
เจตนารมณ์ของคณะราษฎรเมื่อทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คือ ให้ประเทศไทยมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า รัฐธรรมนูญบางฉบับให้ความสำคัญแก่ผู้ทรงอำนาจ ฉะนั้นรัฐธรรมนูญกับระบอบการปกครองมิใช่สิ่งเดียวกัน ประเทศที่มีรัฐ-ธรรมนูญอาจมีการปกครองเป็นแบบเผด็จการหรือแบบประชาธิปไตยก็ได้ สิ่งที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นยึดหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยมีหลักอยู่ ๓ ประการคือ
๑. ให้หลักประกันแก่สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมั่นคง และกำจัดการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารไว้ค่อนข้างมาก
๒. ยกย่องให้รัฐสภา โดยเฉพาะสภา ผู้แทนราษฎรมีอำนาจแต่งตั้ง ทอดถอนและและควบคุมการบริหารงานของคณะรัฐมนตรีไว้มาก
๓. กำหนดให้ข้าราชการประจำเป็นกลางทางการเมือง หรือไม่ให้ข้าราชการประจำเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะเดียวกัน
ทั้งนี้ ต้องประกอบกับการปฏิบัติของนักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนด้วย ว่าได้ปฏิบัติในแนวประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
รัฐธรรมนูญของประเทศไทยแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทคือ ประเภทที่รัฐบาลประกาศใช้เป็นแนวทางในการปกครองประเทศเป็นการชั่วคราว และประเภทที่รัฐบาลประกาศใช้เป็นการถาวรรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีข้อความแตกต่างกัน วางหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้ต่างกัน การศึกษารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ จะทำให้ทราบเจตนาของผู้สร้างรัฐธรรมนูญและมีผลอย่างไรต่อการเมืองการครองของประเทศ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย ฉบับที่ ๑-๔
     ฉบับที่ ๑ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕.

ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ มีทั้งหมด ๓๙ มาตรา แบ่งเป็น ๖ หมวดคือ หมวด ๑ ข้อความทั่วไป หมวด ๒ กษัตริย์ หมวด ๔ คณะกรรมการราษฎร และหมวด ๕ ศาล ทั้ง ๕ หมวด มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
๑. อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎร โดยมีกษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎรกรรมการราษฎร และศาลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎร อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
๒. สภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย พระราชบัญญัตินั้นเมื่อพระมหากษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้ว ให้เป็นอันใช้บังคับได้ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจและควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นไปกาลสมัย ดังนี้
สมัยที่ ๑ นับแต่วันใช้ธรรมนูญการปกครองนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะถึงเวลาที่สมาชิดในสมัยที่ ๒ จะเข้าดำรงตำแหน่ง ให้คณะราษฎรซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทน จัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน ๗๐ นาย เป็นสมาชิดในสภา
สมัยที่ ๒ ภายในเวลา ๖ เดือน หรือจนกว่าประเทศเป็นปกติ ให้มีสมาชิกในสภา ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ประเภทที่ ๒ คือผู้ที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วในสมัยที่ ๑ ให้เลือกกันเอง มีจำนวนเท่ากับประเภทที่ ๑
สมัยที่ ๓ เมื่อจำนวนราษฎรทั่วประเทศสอบไล่ได้ชั้นวิชาประถมศึกษา (ป.๔) เกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันใช้ธรรมนูญการปกครองนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และจะไม่มีสมาชิกประเภท ๒ อีกต่อไป
๓. คณะกรรมการราษฎร มีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของรัฐสภา เสนาบดีกระทรวงต่างๆ ต้องรับผิดชอบในการบริหารราชการในกระทรวงต่อคณะกรรมการราษฎร สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกประธานกรรมการราษฎร และประธานกรรมการราษฎร สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกประธานกรรมการราษฎร และประธานกรรมการราษฎรเป็นผู้เลือกกรรมการราษฎร ๑๔ นาย จากสมาชิกรัฐสภา
๔. ศาล เป็นผู้ระงับข้อพิพาทตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ ให้อำนาจแก่สภาผู้แทนราษฎรมากกว่าสถาบันอื่น ๆ ทั้งหมด กล่าวคือ มีอำนาจถอดถอนรัฐมนตรี ซึ่งในธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่า "กรรมการราษฎร" และพนักงานของรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ โดยที่ฝ่ายรัฐมนตรีหรือกรรมการราษฎรไม่มีอำนาจยุบสภา อีกประการหนึ่งถึงแม้จะระบุไว้ในธรรมนูญการปกครองว่า จะมีเลือกตั้งผู้แทนราษฎรภายใน ๖ เดือน ก็ยังมีผู้แทนราษฎรที่คณะราษฎรแต่งตั้งไว้จำนวนเท่ากันและเมื่อครบกำหนด ๑๐ ปี จะมีแต่ผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็เท่ากับเปิดโอกาสให้คณะราษฎรมีอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรถึง ๑๐ ปี
ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวได้มีการยกเลิกไป เมื่ออนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธาน ได้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
    ฉบับที่ ๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕

ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ดังนั้นจึงถือว่าวันที่ ๑๐ ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญรัฐบาลให้หยุดราชการได้ ๑ วัน มีบทบัญญัติรวม ๖๘ มาตรา ประกอบด้วยบททั่วไปและหมวดต่าง ๆ อีก ๗ หมวด ดังนี้หมวดที่ ๑ พระมหากษัตริย์ หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยาม หมวด ๓ สภาผู้แทนราษฎร หมวด ๔ คณะรัฐมนตรี หมวด ๕ ศาล หมวด ๖ บทสุดท้าย และหมวด ๗ การใช้รัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
๑. อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนี้โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติ ทางสภาผู้แทนราษฎร อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจยุบสภาผู้สภาผู้แทนราษฎร พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป ดำรงตำแหน่งอยู่ในฐานะเหนือการเมือง คือไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องกับการเมือง
๒. บุคคลมีความเสมอภาคและเสรีภาพสมบูรณ์ตามกฎหมาย ทั้งนี้เสรีภาพนั้นต้องไม่ละเมิดต่อบุคคลอื่น
๓. สมาชิดสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ ๔ ปีมีหน้าที่บัญญัติกฎหมายและควบคุมฝ่ายบริหาร มีสิทธิที่จะลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีรายตัวหรือคณะ
๔. คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย
๔.๑ นายกรัฐมนตรี ๑ คน และรัฐมนตรี ๑๔ คน ซึ่งเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
๔.๒ รัฐมนตรีนอกเหนือจากข้อ ๔.๑ ให้เลือกจากผู้มีความชำนาญพิเศษอื่น ๆ ไม่ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ บุคคลในข้อนี้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนคณะรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในทางรัฐธรรมนูญ และต้องออกจากตำแหน่งเมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจเป็นคณะ
๕. ศาล มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี
๖. บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ มีข้อความแย้งหรือขัดแก่รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้น ๆ เป็นโมฆะ สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มาจากคณะรัฐมนตรีหรือมากจากสมาชกสภาผู้แทนราษฎร
๗. การใช้รัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาล กล่าวไว้ว่าเมื่อราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งยังมีการศึกษาไม่จบประถมศึกษาสามัญมากกว่ากึ่งจำนวนทั้งหมด และอย่างช้าต้องไม่เกินกว่าสิบปี นับแต่วันใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก ๒ ประเภท มีจำนวนเท่ากันคือ

สมาชิกประเภทที่ ๑ มาจากผู้ที่ราษฎรเลือกตั้ง
สมาชิกประเภทที่ ๒ ได้แก่ผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้นานถึง ๑๔ ปี มีการแก้ไขเพิ่มเติมถึง ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช ๒๔๘๒ ให้เรียกว่าประเทศไทย และบทแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด ใช้คำว่า "สยาม" ให้ใช้คำว่า "ไทย" แทน
ครั้งที่ ๒ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล พุทธศักราช ๒๔๘๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ยึดอายุเวลาการมีสมาชิกประเภทที่ ๒ ออกไปเป็น ๒๐ ปี
ครั้งที่ ๓ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพุทธศักราช ๒๔๘๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถ้ามีเหตุขัดข้องทำการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ เมื่ออายุสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบสี่ปีแล้วใช้ขยายเวลาเลือกตั้งออกไปเป็นคราวละไม่เกินสองปี
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ ไม่มีบทบัญญัติห้าข้าราชการประจำยุ่งเกี่ยวการการเมือง จึงเป็นผลให้บุคคลสำคัญของคณะราษฎรที่เป็นข้าราชการประจำ สามารถเข้าคุมตำแหน่งทางการเมืองทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญไม่รับรองสิทธิในการตั้งพรคการเมืองจึงทำให้ไม่สามารถรวมพลังเพื่อเสรีภาพในเรื่องอื่น ๆ ได้ รัฐบาลยังได้ออกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญ มีผลให้บุคคลจำนวนหนึ่งถูกจับกุมและลงโทษเพราะละเมิดพระราชบัญญัติดังกล่าว
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งเป็นช่วงสมัยที่ พันตรี ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีและนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ บุคคลทั้งสองพิจารณาว่าสมควรจะเลิกบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ และได้ปรับปรุงแก้ไขใหม่เพราะได้ใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๔ ปี เหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นฉบับที่ ๓
     ฉบับที่ ๓ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙
ใช้บังคับเมื่อ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ ๒๔๘๙ มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้น ๙๖ มาตราประกอบด้วย บททั่วไป หมวด ๑ พระมหากษัตริย์ หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ชนชาวไทย หมวด ๓ อำนาจนิติบัญญัติ หมวด ๔ อำนาจบริหาร หมวด ๕ อำนาจตุลาการ หมวด ๖ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๗ บทสุดท้าย และบทเฉพาะกาล มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
๑. อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล
๒. บุคคลมีฐานะเสมอกันทางกฎหมาย มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีเสรีภาพในร่างกาย ทรัพย์สิน การพูด การพิมพ์ การโฆษณา การชุมนุมสาธารณะ การตั้งสมาคม การตั้งคณะพรรคการเมือง การอาชีพ รวมทั้งมีหน้าที่ป้องกันประเทศ ช่วยเหลือราชการ โดยวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
พฤฒสภา ประกอบด้วยสมาชิก ๘๐ คน การเลือกตั้งสมาชิก พฤฒสภาให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยทางอ้อมและลับ ซึ่งปรากฏในบทเฉพาะกาล มาตรา ๙๐ มีองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา ประกอบด้วย ผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในวันสุดท้ายก่อนใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓
ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่ต่ำกว่า ๕ ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งทาง ราชการไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว
สมาชิกภาพของพฤฒสภา มีกำหนดคราวละ ๖ ปี เมื่อครบ ๓ ปี ให้จับสลากออกเปลี่ยนสมาชิกครึ่งหนึ่ง ผู้ที่พ้นวาระมีสิทธิรับเลือกตั้งอีก
สภาผู้แทน การเลือกตั้งสมาชิก ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียงโดยตรงและลับจำนวนสมาชิกของสภาผู้แทนขึ้นอยู่กับจำนวนราษฎร กล่าวคือ ถือเกณฑ์ จำนวนราษฎรหนึ่งแสนคนต่อสมาชิกสภาผู้แทน ๑ คน ถ้าจังหวัดใดมีราษฎรเกินกราษฎรเกินเศษของหนึ่งแสนถึงครึ่งหรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งแสน
อายุของสภาผู้แทนมีกำหนดคราวละ ๔ ปี
ถ้ามีการยุบสภา ต้องให้เลือกตั้งสมาชิกใหม่ภายใน ๙๐ วัน
สมาชิกสภาผู้แทนมีสิทธิลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีรายตัวหรือทั้งคณะได้
พฤฒสภาและสภาผู้แทน ให้มีประธานแต่ละสภา องค์ประชุมของแต่ละสภาต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม เมื่อประชุมร่วมกันทั้งสองสภา ให้ประธานพฤฒสภาเป็นประธานและประธานสภาผู้แทนเป็นรองประธาน การงมติให้ถือเสียงข้างมากพฤฒสภาจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมาจากสภาผู้แทน ถ้าเห็นชอบด้วยก็ให้นายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าฯ ถวายให้ลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ถ้าพฤฒสภา ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ถ้าพฤฒสภาให้แก้ไขเพิ่มเติม ก็ส่งพระราชบัญญัติกลับคืนมาให้สภาผู้แทนพิจารณาใหม่ ถ้าสภาผู้แทนยืนยันในร่างพระราชบัญญัตินั้นด้วยคะแนนเสียงมากกว่าครึ่ง ก็ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว
๔. อำนาจบริหาร ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี ๑ คน รัฐมนตรี ๑๐-๑๘ คน ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ และรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาในทางรัฐธรรมนูญในการดำเนินนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องได้รับความไว้วางใจจากรับสภา
๕. อำนาจตุลาการ ผู้พิพากษามีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถดีตามกฎหมาย การแต่งตั้ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน การย้ายและการถอดถอผุ้พิพากษาต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการ
๖. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ด้วยการให้รัฐสภาพิจารณาร่วมกันเป็นสามวาระ การออกเสียงในวาระสามต้องมีคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสองในสาม
๗. บทสุดท้าย ให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบด้วยบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง ให้มีประธานตุลาการหนึ่งคน และตุลาการอีกสิบสี่คน
รัฐธรรมนูญฉบับที่มีแนวทางในการดำเนินการปกครองเป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ กล่าวคือ สมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้ง ให้ประชาชนมีเสรีภาพรวมกันตั้งพรรคการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ เป็นการให้โอกาสรวมกลุ่มเพิ่อรักาาประโยชน์ของตนและถ่วงดุลอำนาจของกลุ่มอื่น อีกประการหนึ่งให้แยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการประจำ
การแยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการประจำทำความไม่พอใจแก่กลุ่มข้าราชการที่มีบทบาททางการเมืองนับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ประกอบกับในระยะนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ พลเอกผิน ชุณหะวัน นำคณะทหารก่อการรัฐประหารในวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ ๒๔๙๐ ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓ หลังจากที่ประกาศใช้ได้เพียง ๑๘ เดือน
     ฉบับที่ ๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐
ประกาศใช้ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ ได้ให้มีการอ้างเหตุผลในการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะวิกฤติ ประชาชนได้รับความลำบากเพราะขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ราคาสินค้าสูงขึ้น มีความเสื่อมทรามในศีลธรรม รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่เป็นเหตุให้ประเทศชาติทรุดโทรมจึงขอให้เลิกใช้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะช่วยจรรโลงชาติและบำบัดยุคเข็ญให้เข้าสู่ภาวะปกติ
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๔ มีทั้งหมด ๙๘ มาตรา ประกอบด้วย หมวดทั่วไป หมวด ๑ พระมหากษัตริย์ หมวด ๒
อภิรัฐมนตรี หมวด ๓ สิทธิและหน้าที่ของชนชาวไทย หมวด ๔ อำนาจนิติบัญญัติ หมวด ๕ อำนาจบริหาร หมวด ๖ อำนาจตุลาการ หมวด ๗ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๘ บทสุดท้าย และบทเฉพาะกาล สาระสำคัญคล้ายรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓ มีส่วนที่แตกต่าง ดังนี้
๑. พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ อภิรัฐมนตรีขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
๒. มีอภิรัฐมนตรี จำนวน ๕ นาย ผู้อาวุโสเป็นประธาน ผู้ที่จะมาเป็นอภิรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างลง ต้องเป็นผู้ที่รับราชการมาไม่น้อยกว่า ๒๕ ปี อยู่ในตำแหน่งอย่างต่ำอธิบดีหรือเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไม่น้อยกว่า ๔ ปี
๓. อำนาจนิติบัญญัติ ได้แก่ รัฐสภา ประกอบด้วย วุฒิสภาและสภาผู้แทน
วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกตั้ง มีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทน
สภาผู้แทน ประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้ง ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำคุณสมบัติของผู้แทนต้องมีเชื้อชาติไทย และมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปี
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธาน และกำหนดให้รัฐสภาร่วมประชุมกันในเรื่องต่อไปนี้
๑) การให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ
๒) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติใหม่
๓) พิธีเปิดประชุมรัฐสภา
๔) การลงมติความไว้วางใจในคณะรัฐมนตรี
๕) การให้ความยินยอมในการประกาศสงคราม
๖) การให้ความเห็นชอบแก่หนังสือสัญญาได้แก่ สัญญาสงบศึกและทำหนังสือสัญญาอื่นๆ กับนานาประเทศ
๗) การตีความในรัฐธรรมนูญ
๔. อำนาจบริหาร คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายกรรัฐมนตรี ๑ คน และรัฐมนตรีจำนวน ๑๕-๒๕ คน รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
๕. บทเฉพาะกาล ให้มีวุฒิสภาภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันประกาศให้ใช้รัฐธรรมนูญส่วนการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนให้ถือเกณฑ์จำนวนราษฏรสองแสนคนต่อสมาชิกผู้แทนหนึ่งคนเศษของสองแสนคน ถ้าถึงกึ่งหนึ่งให้ถือว่าเป็นสองแสน วิธีการเลือกตั้งใช้วิธีรวมเขตจังวัด
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๔ มีการแก้ไข ๓ ครั้ง คือ สองครั้งแรกในสมัย นายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี (๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๐-๗ เมษายน ๒๔๙๑) ส่วนครั้งสุดท้ายแก้ไขในสมัยจอมพล. ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีดังมีสาระสังเขป ดังนี้
ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๐ เรื่องวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๔๙๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา ๑๐ คน และจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๔ ประเภทประเภทละ ๕ คน
ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๙๑ เรื่องให้ความคุ้มครองแก่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ


ฟ้องซ้อน             หลักกฎหมาย ป.วิ.พ. มาตรา 173 บัญญัติว่า นับแต่เวลาที่ได้ยื่นฟ้องแล้วคดีนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาและผลแห่งการนี้ ...